รู้หรือไม่? ข้อมูลที่เราหามาจากแหล่ง "ทุติยภูมิ" (เช่น เสิร์ช Google) ใครๆ ก็สามารถเขียนหรือสร้างเนื้อหาขึ้นมาได้ ดังนั้นก่อนจะนำข้อมูลไปใช้แก้ปัญหา เราต้องสวมวิญญาณนักสืบ ประเมินความน่าเชื่อถือด้วย 5 เช็กลิสต์ ดังนี้ครับ:
-
1. ใครคือผู้เขียน? (Authority)
ตรวจสอบว่าผู้เขียนมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นจริงไหม เป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือหรือเป็นแค่คนทั่วไปแสดงความเห็น
-
2. ข้อมูลอัปเดตไหม? (Currency)
โดยเฉพาะเรื่อง เทคโนโลยี ข้อมูลเมื่อ 5 ปีที่แล้วอาจล้าสมัยและใช้ไม่ได้แล้ว ต้องดู "วันที่เผยแพร่" เสมอ
-
3. เขียนมาเพื่ออะไร? (Purpose)
ระวังข้อมูลที่มีจุดประสงค์เพื่อ "โฆษณาขายของ" (Clickbait) หรือหลอกลวง ข้อมูลที่ดีควรมีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ตามความจริง
-
4. มีแหล่งอ้างอิงหรือไม่? (Reference)
บทความที่น่าเชื่อถือ ต้องบอกได้ว่าเอาข้อมูลมาจากไหน มีการอ้างอิง (Citation) ที่เราสามารถคลิกไปดูต้นฉบับได้
-
5. มีความเป็นกลางไหม? (Objectivity)
ต้องแยกให้ออกระหว่าง "ข้อเท็จจริง" (Fact) ที่พิสูจน์ได้ กับ "ความคิดเห็น" (Opinion) ที่ใส่อารมณ์ของผู้เขียนลงไป
💡 ทริคเสริม: ดูนามสกุลเว็บไซต์ (Domain Name)
รู้ไหมว่านามสกุลเว็บไซต์บอกความน่าเชื่อถือได้ระดับหนึ่งเลยนะ!
✅ .ac.th / .edu = สถานศึกษา มหาวิทยาลัย (น่าเชื่อถือสูงมาก)
✅ .go.th / .gov = หน่วยงานรัฐบาล (เชื่อถือได้ เป็นทางการ)
✅ .or.th / .org = องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร
⚠️ .com / .net = บริษัท ธุรกิจ หรือเว็บบล็อกทั่วไป (ต้องตรวจสอบผู้เขียนให้ดี)
1. หากต้องการค้นหาสถิติจำนวนประชากรของประเทศไทย เว็บไซต์ใดมีความน่าเชื่อถือที่สุด?
2. ข้อใดจัดเป็น "ข้อเท็จจริง (Fact)" ที่มีความน่าเชื่อถือ?
3. หากนักเรียนเจอข้อมูลนวัตกรรมใหม่ในเว็บไซต์หนึ่ง แต่ "ไม่ระบุชื่อผู้เขียน" และ "ไม่มีแหล่งอ้างอิง" นักเรียนควรทำอย่างไร?
4. ทำไมการตรวจสอบ "ความทันสมัย (Currency)" ของข้อมูลจึงสำคัญมากโดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี?
5. "บทความเขียนรีวิวข้อดีของครีมรักษาสิว โดยมีลิงก์สั่งซื้อครีมอยู่ท้ายบทความ" ข้อมูลนี้ขาดความน่าเชื่อถือในองค์ประกอบใดมากที่สุด?