หลังจากรวบรวมข้อมูลเสร็จแล้ว เราอาจจะพบว่า "ปัญหา 1 ปัญหา อาจมีวิธีแก้ได้หลายวิธี" ดังนั้น ขั้นตอน การออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (Solution Design) จึงเป็นการนำไอเดียเหล่านั้นมาประเมินเปรียบเทียบกันครับ
การประเมินเพื่อเลือกวิธีการแก้ปัญหา
เราต้องนำทางเลือกต่างๆ มาวิเคราะห์ ข้อดี (Pros) และ ข้อเสีย (Cons) โดยคำนึงถึงเงื่อนไขต่างๆ เช่น งบประมาณ, เวลา, วัสดุอุปกรณ์ และความปลอดภัย เพื่อให้คะแนนทางเลือกนั้นๆ ครับ
ตัวอย่าง: การแก้ปัญหาน้ำมันแพงด้วยการใช้รถจักรยาน
สมมติว่าเรามี 2 ทางเลือก คือ "จักรยานธรรมดา" และ "จักรยานไฟฟ้า" เราจะเปรียบเทียบได้อย่างไร?
| วิธีการแก้ปัญหา |
ข้อดี |
ข้อเสีย |
| 1. ใช้จักรยานธรรมดา |
- ราคาถูก ไม่ต้องเติมน้ำมัน - ได้ออกกำลังกาย
|
- เหนื่อยและใช้เวลาเดินทางนาน - ไม่เหมาะกับวันที่ฝนตก
คะแนนประเมิน: 12
|
| 2. ใช้จักรยานไฟฟ้า |
- เดินทางได้รวดเร็ว ไม่เหนื่อย - ช่วยลดมลพิษในอากาศ
|
- ราคาแพงกว่า - ต้องชาร์จแบตเตอรี่
คะแนนประเมิน: 15
|
จากตารางประเมิน หากเรามีงบประมาณเพียงพอ "การใช้จักรยานไฟฟ้า" จะเป็นทางเลือกที่ได้รับคะแนนสูงกว่าและตอบโจทย์ได้ดีกว่าครับ
การถ่ายทอดความคิด
เมื่อเราตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหาได้แล้ว เราต้องนำมาถ่ายทอดให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจตรงกัน ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น การร่างภาพ 3 มิติ, การเขียนผังงาน (Flowchart), หรือ การทำแผนภาพความคิด (Mind Map) ครับ
1. สิ่งสำคัญที่สุดในการ "ตัดสินใจเลือก" วิธีการแก้ปัญหาคืออะไร?
2. ข้อใดคือ "ข้อจำกัด" ที่ควรนำมาพิจารณาในการออกแบบวิธีการแก้ปัญหา?
3. จากตัวอย่างในบทเรียน หากนักเรียนเลือก "ปลูกผักรับประทานเอง" เพื่อแก้ปัญหาผักมีสารเคมี ข้อใดคือ "ข้อเสีย (Cons)" ที่ต้องประเมิน?
4. หากวิธีการแก้ปัญหาคือ "กระบวนการหรือขั้นตอนการทำงาน" ควรใช้รูปแบบใดในการถ่ายทอดความคิดให้ผู้อื่นเข้าใจง่ายที่สุด?